เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» เครื่องรางของขลัง

สิ่งมหัศจรรย์ที่วัดโพธิ์

โพสโดย : admin เมื่อ : 15 เมษายน 2555, เข้าชมแล้ว 713 ครั้ง

สำรวจสิ่งมหัศจรรย์ที่วัดโพธิ์

ชื่นชมความงาม “พระพุทธเทวปฏิมากร”

ยลโฉมอาณาจักรแห่งเจดีย์สุดตระการตา

 

สวัสดีท่านผู้อ่านอีกครั้งนะครับ “ตำนานพระเครื่องเมืองสยาม” ปรากฏให้ท่านได้อ่านกันเป็นประจำทุกฉบับในนิตยสารเซียน เป็นการประมวลความรู้เชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมรดกล้ำค่าทางพระพุทธศาสนา พระประธาน พระพุทธปฏิมา องค์สำคัญๆ ของสยามเรา ที่ทุกคนต่างให้ความเคารพนับถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

โดยเฉพาะภายในพระวิหาร และอุโบสถวัดสำคัญ ใหญ่ๆ ดังๆ ทั่วฟ้าเมืองไทย ย่อมต้องมีพระพุทธรูปองค์ประธานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีศิลปะในการสร้างอย่างงดงามตระการตา อีกทั้งบางองค์ก็ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาหลากหลายแผ่นดินด้วยกัน ศึกษาไปมาจะพบเรื่องราวตื่นเต้นมากมายครับ

 

ฉบับนี้ไปกันที่ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” กรุงเทพมหานคร หรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันจนเคยปากว่า “วัดโพธิ์” ซึ่งถือเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงสถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่จากวัดโบราณที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยนับเป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

 

วัดพระเชตุพนถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย นับไปนับมาได้ถึง 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญคือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-4 อันประกอบด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเหตุให้เรียกวัดแห่งนี้ว่า “อาณาจักรแห่งเจดีย์”

 

สิ่งที่เรากำลังจะนำเสนออันเป็นมรดกล้ำค่าของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามก็คือ พระประธานในพระอุโบสถที่ชื่อว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร” นามอันมีความหมายว่า “เทวดามาสร้างไว้” เนื่องด้วยเป็นพระพุทธรูปที่ศิลปะความงดงามหยดย้อยสมกับชื่อ เป็นพระพุทธรูปโบราณปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอกคืบ 4 นิ้ว

 

บริเวณใต้ฐานชุกชีพระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่อไว้ 3 ชั้น ในชั้นที่ 1 ได้บรรจุพระบรมอัฐิ (บางส่วน) และพระบรมราชสรีรางคารของบุรพกษัตริย์รัชกาลที่ 1 ไว้ด้วย

 

มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ ว่า เดิมพระพุทธเทวปฏิมากรประดิษฐานอยู่ ณ วัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์) เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดโพธารามให้เป็นวัดใหญ่สำหรับพระนคร และได้ทรงขนานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระองค์ได้ทรงเลือกหาพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงามสมควรเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัด จึงได้พบและเลือกพระพุทธรูปองค์นี้จากวัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์) ดังกล่าว

 

ครั้งนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร”

 

ต่อมาครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเก้าฯ ให้รื้ออุโบสถเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ลงทั้งสิ้น แล้วทรงสร้างขึ้นใหม่ให่ใหญ่โตสมพระเกียรติกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

 

ส่วนฐานพระพุทธเทวปฏิมากรนั้นรื้อของเก่าทำขึ้นใหม่ขยายเป็น 3 ชั้น พระสาวกที่ขนาบข้างเดิมมี 2 พระองค์ ทรงสร้างเพิ่มขึ้นใหม่อีก 8 องค์ รวมเป็นสาวก 10 องค์ ดังที่ปรากฏให้เห็นกันในพระอุโบสถจวบจนทุกวันนี้

 

กาลเวลาล่วงเลยมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริถึงพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลนั้นได้รับพระราชทานไปกระทำสักการบูชา เมื่อเจ้านายพระองค์นั้นๆ สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ไม่มีใครพิทักษ์รักษา จึงได้เชิญมาเป็นของหลวง

 

มีอยู่ควรจะประดิษฐานไว้ให้มหาชนได้กระทำสักการบูชาโดยสะดวก จึงโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมอัฐิในกล่องศิลา แล้วเชิญมาบรรจุไว้ในพุทธอาศน์พระพุทธเทวปฏิมากร และยังมีคำที่เล่าสืบกันมาว่าถึงพระอุณาโลมพระพุทธเทวปฏิมากรนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้โปรดให้สร้างถวายในครั้งนั้นด้วย

 

อนึ่ง พระพุทธเทวปฏิมากรพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเคารพนับถือว่าเป็นเจดีย์สถานสำคัญแห่งหนึ่งมาช้านานแล้ว เพราะปรากฏในจดหมายเหตุว่า เมื่อได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเสร็จแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยสถลมารค เมื่อวันอังคาร เดือน 6 แรม 5 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2379

 

ครั้งนั้นจึงได้เสด็จประทับพระอุโบสถทรงกระทำสักการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากรเป็นปฐม เรื่องนี้เลยเป็นพระราชประเพณีตั้งแต่นั้นสืบมาคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยสถลมารคนั้น ย่อมเสด็จประทับ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงกระทำสักการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากรสืบมาทุกรัชกาล

 

ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชน เขตวิสุงคามสีมา หรือพระอุโบสถ เป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญที่สุด ถ้าวัดใดไม่มีอุโบสถหรือมีอุโบสถแต่ยังไม่ได้ผูกพัทธสีมา จะเป็นวัดที่สมบูรณ์ยังไม่ได้

 

พระอุโบสถสร้างสมัยรัชกาลที่ 1 ตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย และขยายใหญ่ขึ้นเท่าที่เห็นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มจระนำประจำประตูหน้าต่างสลักด้วยไม้แก่นยอดเป็นทรงมงกุฎลงรักปิดทอง ประดับกระจก บานประตูพระอุโบสถ

 

ด้านนอกลายประดับมุกเป็นลายภาพเรื่องรามเกียรติ์  ด้านในเขียนลายรดน้ำรูปพัดยศพระราชาคณะ พระครูสัญญาบัตร ฐานานุกรม เปรียญ ทั้งฝ่ายความวาสีและอรัญวาสีในกรุงและหัวเมือง

 

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถเหนือหน้าต่างขึ้นไปเขียนเรื่อง มโหสถบัณฑิต (มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร) คอสองในประธานทั้งสองข้างเขียนเรื่องเมืองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ผนังประตูหน้าต่างเขียนเรื่องพระสาวกเอตทัคคะ 41 องค์บานหน้าต่างด้านในเขียนลายรดน้ำเป็นรูปตราประจำตำแหน่งเจ้าคณะสงฆ์ในกรุงและหัวเมือง สมัยรัชกาลที่ 3 ด้านนอกแกะสลักเป็นลายแก้วชิงดวง

 

นอกจากพระพุทธเทวปฏิมากรแล้วนั้น ภายในวัดโพธิ์แห่งนี้ยังมีพระนอนองค์มหึมาที่เรียกว่า “พระไสยาสน์” อันเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษตรงที่มีการประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่พระบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมักนิยมเข้ามาถ่ายภาพมหัศจรรย์นี้เอาไว้

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของวัดโพธิ์ก็คือ “ต้นตำรับนวดแผนไทย” รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำรินำเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤๅษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤๅษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง

 

จะเห็นได้ว่าของดีในวัดพระเชตุพนฯ มีอยู่มากมายให้ท่านผู้อ่านได้แสวงหา เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ทั้งความเป็นสิริมงคล และได้ประกอบกิจกรรมต่างๆ นานา ได้เห็นความวิจิตรสวยงามของมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

 

เทศกาลเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์นี้ทางวัดก็ฝากประชาสัมพันธ์มาบอกว่า เรียนเชิญนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมทำบุญไหว้พระเนื่องในโอกาสสำคัญ รวมทั้งร่วมกิจกรรมสงกรานต์ย้อนยุคกันได้อย่างสนุกสนาน และอย่าลืมครับเดินขึ้นไปบนพระอุโบสถกราบไหว้พระพุทธเทวปฏิมากร ขอพรให้พระองค์ช่วยให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรื่องก้าวหน้าตลอดไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารเซียน

โดย อาคม เข้มขลัง

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ