เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» เคล็ดซ้อเทือง

ผู้อยู่ก็สบาย - ผู้ไปก็หมดห่วง

โพสโดย : เมื่อ : 3 เมษายน 2555, เข้าชมแล้ว 1,847 ครั้ง

“ผู้อยู่ก็สบาย - ผู้ไปก็หมดห่วง”

 

ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซ้อได้ไปร่วมงานศพคุณพ่อของรุ่นน้องคนสนิทคนหนึ่งมา แล้วมีคำถามจากรุ่นน้องคนนั้นอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับการจัดพิธีงานศพ ว่าทำไมขั้นตอนพิธีต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้

 

ในชั้นแรกซ้อก็ต้องบอกไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าบ้านของรุ่นน้องคนนี้เขามีเชื้อไทย – จีน จึงมีทั้งการจัดประเพณีงานศพทั้งแบบไทยและจีนควบคู่กันไป

 

คุณพ่อของน้องเขาเสียชีวิตลงในเวลาเย็นๆ ประมาณหลังทานข้าวเย็นเสร็จ แล้วท่านออกไปทำความสะอาดบริเวณรั้วบ้านหลังฝนตก

 

ซึ่งก่อนหน้านี้มีพายุและฝนตกลงมาอย่างรุนแรง ทำให้มีสายไฟฟ้าขาดลงมาพาดอยู่บริเวณรั้วเหล็ก แล้วคุณพ่อของน้องเขาคงไม่ทันสังเกต ด้วยความเหนื่อยเลยเอามือไปพาดรั้วเหล็กเข้าจึงถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต

 

เมื่อทราบดังนั้นซ้อจึงรีบเดินทางไปช่วยงานศพ พอไปถึงสิ่งแรกที่ซ้อให้น้องเขารีบจัดการก็คือการเตรียมชุดใหม่ใส่ให้ศพ

 

ตรงนี้ก็มีคำถามขึ้นว่า ทำไมซ้อจึงสั่งให้น้องเขาหาชุดที่ไม่มีกระเป๋าหรือชุดที่ถูกเย็บกระเป๋าทุกใบมาใส่ให้ศพคุณพ่อของเขา?

 

ซึ่งตรงนี้ซ้อก็ได้อธิบายว่านี่เป็นเคล็ดๆ หนึ่งว่า ชาวจีนมีความเชื่อกันว่าการเสียชีวิตของคนใดคนหนึ่งในครอบครัวนั้นจะบอกเรื่องราวอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ว่าจากนี้ไปจะร่ำรวยขึ้นหรือยากจนลง

 

โดยเคล็ดนี้เชื่อกันว่า ถ้าเสียชีวิตในช่วง 23.00 น. ไปแล้วจนถึงช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะถือว่าเป็นมงคลมาก เพราะคนที่ตายจะทิ้งบุญไว้ให้ลูกหลานทั้งหมด

 

ถ้าตายในช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว หรือตั้งแต่ 6.00 น. ถึง 10.00 น. ก็จะถือว่าคนตายนั้นทิ้งบุญไว้ให้ 3 ใน 4 ส่วนก็นับว่ายังเป็นมงคลแก่ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าตายในช่วง 10.00 น. ไปถึง 18.00 น. ก็จะถือว่าคนที่ตายไปแล้วนั้นจะทิ้งบุญไว้ 2 ใน 4 ส่วน เรียกว่าเจ๊าตัวหรือเท่าทุน โชคลาภและทรัพย์สินเคยมีอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นต่อไป

 

แต่ถ้าตายลงหลัง 18.00 น. หรือหลังช่วงเวลาอาหารเย็นเป็นต้นไปจนถึง 23.00 น. แล้วอันนี้ชาวจีนจะถือว่าไม่เป็นมงคลกับลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะคนที่ตายไปนั้นจะไม่ทิ้งบุญไว้ให้ลูกหลานเลย ตรงนี้ชาวจีนจะเชื่อว่าถ้าบุคคลในครอบครัวตายหลังเวลาอาหารเย็นไปแล้ว โชคลาภและทรัพย์สินของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่จะค่อยๆ หมดหรือเสื่อมถอยลง

 

ดังนั้นจึงมีการแก้เคล็ดว่า เมื่อจะทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ศพนั้นให้หาเสื้อกางเกงที่ไม่มีกระเป๋าใส่เงินหรือถ้ามีก็ให้เย็บกระเป๋าเสียให้หมดมาใส่ให้ศพของผู้ตายจะเป็นการแก้เคล็ด อันจะทำให้ผู้ตายไม่สามารถเอาบุญไปได้หมด ลูกหลานจะได้ไม่ต้องลำบากในอนาคต

 

ต่อมาก็มาถึงเรื่องการตั้งศพเพื่อทำพิธีกงเต็ก (功德) ภายในบ้านก่อนที่จะนำศพไปบำเพ็ญบุญต่อที่วัด ก็เกิดคำถามขึ้นอีกว่าทำไมซ้อจึงบอกให้น้องเขาหันด้านเท้าของศพออกไปทางหน้าบ้าน ไม่ต้องหันไปตามแบบไทยเราซึ่งจะบังคับว่าต้องหันหัวของศพไปทางด้านทิศตะวันตกเท่านั้น (เท้าของศพจะหันไปทางทิศไหนของตัวบ้านก็ไม่จำเป็น)

 

ตรงนี้ซ้อจึงบอกไปว่า ถ้าจะทำพิธีศพภายในบ้านหรือทำกงเต็กนั้น ชาวจีนมีความเชื่อกันว่าวิญญาณของผู้ตายจะยังวนเวียนอยู่ภายในบ้านเป็นเวลา 7 วัน การหันเท้าของศพออกนอกบ้านจะเป็นการบอกแก่ผู้ตายว่าขณะนี้ผู้ตายได้เสียชีวิตลงแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลานให้ไปดีเถิด ให้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี

 

ดังนั้นจึงถือว่าการหันเท้าของศพให้ออกไปทางหน้าบ้านเป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกหลาน เมื่อไม่เป็นห่วงเป็นกังวลแล้วจิตของผู้ตายจะได้สงบ แล้วมุ่งหน้าไปกำเนิดยังแดนสุขาวดีโดยเร็ว

 

อีกทั้งยังเชื่อว่าถ้าเราไม่หันเท้าของศพออกไปทางหน้าบ้านแล้ว วิญญาณของผู้ตายก็จะกลับมาวนเวียนอยู่ภายในบ้านด้วยความด้วยความอาลัยในภพภูมิเก่า และเชื่อว่าคนเราเมื่อตายไปแล้วนั้นดวงวิญญาณของผู้ตายก็ควรจะอยู่ในโลกของวิญญาณ จะมาอยู่ในโลกของมนุษย์อันไม่สงบอีกไม่ได้

 

ถ้าผีและคนมายุ่งกันย่อมจะมีผลทำให้ทั้งคู่มีแต่จะตกต่ำลง ดังนั้นจึงให้หันเท้าของศพออกนอกบ้านเพื่อเป็นการบอกว่าขณะนี้เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว โลกของเขาอยู่กันกับโลกของมนุษย์แล้วนั่นเอง

 

สุดท้ายเมื่อเคลื่อนศพไปที่วัดและทำการฌาปนกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น้องเขาก็มาถามซ้อต่อว่าเขาจะนำรูปของคุณพ่อเขากลับไปกราบไหว้ที่บ้านนั้นเขาควรนำรูปนี้ไปขึ้นหิ้งไว้ส่วนไหนของบ้านดี

 

ซ้อจึงแนะนำว่าควรนำรูปของผู้ตายไปตั้งไว้ยังห้องส่วนตัวที่สงบ แล้วให้เลือกทิศการวางรูปของผู้ตายให้หันไปทางทิศที่ถูกต้องด้วย เพื่อจะได้เป็นมงคลเสริมโชคลาภให้แก่ทั้งผู้ตายและลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่

 

ตรงนี้ถือว่าเป็นเคล็ดที่สำคัญมากเคล็ดหนึ่งนะคะ เพราะถ้าตั้งรูปหันหน้าไปผิดทิศ จะทำให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไม่สงบแล้วจะทำให้ทายาทของผู้ตายต้องมีแต่เรื่องเดือดร้อนอยู่เป็นประจำ

 

ชาวจีนได้กำหนดไว้ว่า อันดับแรกให้ดูก่อนว่าผู้ตายกำเนิดในปีอะไร เมื่อทราบแล้วเราจะไม่หันหน้ารูปของผู้ที่ตายไปยังทิศมงคลปีเกิดของเขา เพราะนั่นเท่ากับว่าเราจะรั้งเขาไม่ให้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ แล้วจะทำให้ชีวิตของลูกหลานไม่ค่อยเจริญรุ่งเรืองหรือเกิดเรื่องไม่ดีอยู่บ่อยๆ ในอนาคต เคล็ดนี้ก็มีดังนี้คือ

 

1. ถ้าผู้ตายเกิดในปีชวด มะโรง วอก ซึ่งเป็นปีไตรภาคีธาตุน้ำ ไม่ควรหันหน้ารูปภาพหรือป้ายวิญญาณของผู้ตายไปยังทิศเหนือ ด้วยถือว่าทิศเหนือนั้นเป็นทิศมงคลปีเกิดของผู้ตาย

 

2. ถ้าผู้ตายเกิดในปีฉลู มะเส็ง ระกา ซึ่งเป็นปีไตรภาคีของธาตุทอง ไม่ควรหันหน้ารูปภาพหรือป้ายวิญญาณของผู้ตายไปยังทิศตะวันตก ด้วยถือว่าทิศตะวันตกนั้นเป็นทิศมงคลปีเกิดของผู้ตาย

 

3. ถ้าผู้ตายเกิดในปีขาล มะเมีย จอ ซึ่งเป็นปีไตรภาคีของธาตุไฟ ไม่ควรหันหน้ารูปภาพหรือป้ายวิญญาณของผู้ตายไปยังทิศใต้ ด้วยถือว่าทิศใต้นั้นเป็นทิศมงคลปีเกิดของผู้ตาย

 

4. ถ้าผู้ตายเกิดในปีเถาะ มะแม กุน ซึ่งเป็นปีไตรภาคีของธาตุไม้ ไม่ควรหันหน้ารูปภาพหรือป้ายวิญญาณของผู้ตายไปยังทิศตะวันออก ด้วยถือว่าทิศตะวันออกนั้นเป็นทิศมงคลปีเกิดของผู้ตาย

 

เรื่องการห้ามหันหน้ารูปภาพของผู้ตายไปทางทิศดังที่กล่าวมาแล้วนี้ จะใช้กับการนำรูปของผู้ตายไปตั้งบูชาที่บ้าน และการนำรูปของผู้ตายไปติดไว้ที่สุสานหรือเจดีย์ด้วย

 

ซึ่งถ้านำป้ายวิญญาณหรือรูปของผู้ตายไปติดหันหน้าทางทิศมงคลปีเกิดของเขาแล้วนั้น ชาวจีนเชื่อกันว่าจะทำให้ลูกหลานซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะต้องประสบปัญหามากมาย ทำกิจการงานใดก็จะไม่ค่อยราบรื่น

 

เคล็ดข้อสุดท้ายนี้ท่านผู้อ่านต้องระวังกันเป็นพิเศษ เพราะเรื่องนี้ซ้อเห็นเจอมาเยอะแล้ว บางรายซ้อถึงกับให้เขาทำการปรับเปลี่ยนย้ายทิศการหันหน้าของรูปของผู้ตายเลยก็มี เมื่อเขาทำการย้ายทิศแล้วชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในเวลาต่อมา ฉะนั้นอย่าคิดว่าเคล็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่โบราณว่าไว้ไม่สำคัญนะคะ แล้วเคล็ดนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งแบบไทยและแบบจีนเลย ... สวัสดีค่ะ

 

โดย ซ้อเทือง

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ