เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» ภาษาหมอดู

ดาวฤกษ์ในโหราศาสตร์

โพสโดย : admin เมื่อ : 6 กุมภาพันธ์ 2555, เข้าชมแล้ว 226 ครั้ง

ในวิชาโหราศาสตร์ของไทยเรานั้นรับเอาอิทธิพลมาจากโหราศาสตร์พระเวทของอินเดียหรือที่เรามักเรียกกันว่า “โหราศาสตร์ภารตะ” ซึ่งเราได้รับเอาเรื่อฤกษ์เข้ามาใช้พิจารณาตัดสินความเป็นไปของดาวเคราะห์อันจะส่งผลแก่ดวงชะตาที่จะพยากรณ์ด้วย

 

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับ ดาวฤกษ์ (STAR) กันก่อนว่าคือ เทหะวัตถุบนท้องฟ้าที่เป็นก้อนพลาสมาสว่างขนาดใหญ่ คงอยู่ได้ด้วยแรงโน้มถ่วง ซึ่งถ้ากล่าวอย่างนี้หลายท่านก็จะงงกันว่าคืออะไร ฉะนั้นจะกล่าวให้ง่ายขึ้นสักหน่อยว่า ดาวฤกษ์ก็คือดวงอาทิตย์ต่างๆ ที่สถิตอยู่ในจักรวาล มีแสงสว่างในตัวเอง มีแสงที่นิ่ง สามารถเห็นได้บนท้องฟ้าในยามราตรี

 

คำว่า “ฤกษ์” นั้นแท้จริงแล้วไทยเราไปหยิบยืมมาจากภาษาสันสกฤต ซึ่งก็ต้องบอกว่าเราเอามาใช้คลาดเคลื่อนจากความหมายเดิมของภาษาสันสกฤตเขา เพราะคำว่า “ฤกษ์ (ऋक्ष)” จะแปลว่า การตัดแบ่ง, กลุ่มนักษัตร, หมี, กลุ่มดาวหมีใหญ่ (URSA MAJOR) หรือที่ไทยเราเรียกว่ากลุ่มดาวจระเข้นั่นเอง ซึ่งเป็นกลุ่มดาวสำคัญในการช่วยชี้หาดาวเหนือได้

 

คำที่ถูกต้องควรเรียกดาวฤกษ์ว่า ตาราหรือดารา (तारा) เพราะจะสื่อตรงถึงเทหะวัตถุที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า มีแสงสว่างในตัวเอง โดยจะไม่รวมพวกดาวเคราะห์ (PLANETES) ซึ่งภาษาสันสกฤตจะเรียกว่า ครหะ (ग्रह) มาไว้ในหมวดหมู่ดาราด้วย

 

เมื่อเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักภาควิชาดาราศาสตร์สากลนี้แล้ว เราก็กลับมาเข้าเรื่องในภาควิชาโหราศาสตร์ที่ไทยเรานำของอินเดียมาใช้กันต่อ

 

เมื่อหมู่ดาราในท้องฟ้านั้นมีมากมายหลายหมื่นล้านดวง ครั้นจะหยิบมาใช้ในภาควิชาโหราศาสตร์ทั้งหมดคงจะทำไม่ได้ เพราะเรียกกันไปจนแก่ตายแล้วเกิดใหม่อีกหลายชาติก็คงศึกษาไม่หมด จึงได้หยิบมาเฉพาะกลุ่มดาวที่สำคัญๆ มาใช้เพียงเท่านั้น โดยกลุ่มดาวฤกษ์ที่ถูกนำมาใช้นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

1. กลุ่มดาวฤกษ์จักรราศี (ZODIAC) หรือ ราศีจักร (राशिचक्र) อันเป็นการจับเอาดาวฤกษ์ที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้ามาจับเป็นกลุ่มๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 12 กลุ่มราศีจักรด้วยกัน อันได้แก่

 

ราศีเมษ (मेष - ARIES), ราศีพฤษภหรือวฤษ (वृष - TAURUS), ราศีเมถุนหรือมิถุน (मिथुन - GEMINI), ราศีกรกฎหรือกรฺก (कर्क - CANCER), ราศีสิงห์ (सिंह - LEO), ราศีกันย์ (कन्या - VIRGO), ราศีตุลย์ (तुला - LIBRA), ราศีพิจิกหรือวฤศจิก (वृश्चिक - SCORPIO), ราศีธนู (धनु - SAGITTARIUS), ราศีมกร (मकर - CAPRICORN), ราศีกุมภ์ (कुंभ - AQUARIUS) และราศีมีน (मीन - PISCES)

 

อันดาวฤกษ์จักรราศีนี้ถูกนำมาใช้แบ่งขอบเขตมุมมองระนาบการโคจรของโลกที่โคจรไปรอบพระอาทิตย์ (สุริยวิถีหรือสุริยมรรค) แล้วขณะที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้นมุมที่เรามองจากโลกออกไปจะทำให้ทราบว่าข้างหลังของพระอาทิตย์นั้นเป็นกลุ่มจักรราศีอะไร

 

ซึ่งถ้าพูดกันตามภาษาโหรแล้วเขาก็จะแบ่งท้องฟ้าเป็นรูปทรงกรม 360 องศา แล้วใน 1 ปีพระอาทิตย์จะเคลื่อนไปสถิตอยู่ราศีต่างๆ จนครบ 12 ราศีเรียกว่า “หนึ่งรอบจักรราศี”

 

ดังนั้นถ้าเอา 12 ราศีมาหารด้วย 360 องศา ก็จะได้อาณาบริเวณราศีละ 30 องศา โดยพระอาทิตย์จะโคจรไปเรื่อยๆ องศาละ 1 วัน

 

ตรงนี้ในสมัยโบราณจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดฤดูกาลและกำหนดการเพาะปลูก เนื่องจากโลกของเรานั้นทำมุมเอียงจากพระอาทิตย์ประมาณ 23.5 องศา เมื่อโคจรไปรอบๆ พระอาทิตย์แล้ว ย่อมทำให้โลกของเราทำมุมหันเข้าหาพระอาทิตย์แตกต่างกัน

 

บ้างช่วงก็หันด้านแกนขั้วโลกเหนือเข้าหาพระอาทิตย์ ช่วงนั้นภาษาทางโหราศาสตร์จะเรียกว่า “โคจรปัดเหนือ” โดยถ้าโลกของเราหันขั้วโลกเหนือเข้าหาพระอาทิตย์มากที่สุดเมื่อใด เราก็จะเรียกจุดนั้นว่า “ครีษมายัน” อันจะมีช่วงเวลากลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ซึ่งจะอยู่ราวๆ วันที่ 20 – 21 มิถุนายนของทุกปี

 

บางช่วงก็จะหันทางด้านขั้วโลกใต้เข้าหาพระอาทิตย์ ช่วงนั้นภาษาทางโหราศาสตร์จะเรียกว่า “โคจรปัดใต้” โดยถ้าโลกของเราหันขั้วโลกใต้เข้าหาพระอาทิตย์มากที่สุดเมื่อใด เราก็จะเรียกจุดนั้นว่า “เหมายัน” อันจะมีช่วงเวลากลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน ซึ่งจะอยู่ราวๆ วันที่ 21 – 22 ธันวาคมของทุกปี

 

บางช่วงนั้นโลกของเราก็จะหันทำมุมตั้งฉากกับพระอาทิตย์ (ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก) ก็จะทำให้มีช่วงเวลาของกลางวันและกลางคืนที่เท่ากัน ซึ่งใน 1 ปีก็จะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้น 2 ครั้ง โดยเรียกว่า “วสันตวิษุวัติ” ที่จะเกิดขึ้นราวๆ วันที่ 20 – 21 มีนาคมของทุกปี และ “ศารทวิษุวัติ” ที่จะเกิดขึ้นราวๆ วันที่ 22 – 23 กันยายนของทุกปี

 

ทำให้โลกเรานั้นเกิดฤดูกาลใหญ่ๆ ขึ้นมาถึง 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งในอินเดียจะมีแบ่งย่อยออกไปอีก 2 ฤดู คือใน 1 ปีจะมีด้วยกัน 6 ฤดูๆ ละ 2 เดือนนั่นเอง

 

2. กลุ่มดาวฤกษ์นักษัตร (नक्षत्र - NAKSHATRA) โดยจะนำดาวฤกษ์ที่อยู่บนท้องฟ้ามาจัดเป็นกลุ่มๆ อีกชุดหนึ่ง ซึ่งในสมัยโบราณจะมีถึง 28 กลุ่มฤกษ์นักษัตร แต่ปัจจุบันจะตัดออกไป 1 ฤกษ์คือฤกษ์อภิชิต (अभिजित) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กไม่ถึง 3 องศา จึงถูกตัดออกเพื่อสะดวกในการหารให้ลงตัว 9 นวางค์ แต่ก็ละไว้ในที่เข้าใจกันในภาควิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง ว่าฤกษ์นี้มีพลังและความสำคัญมากต่อดวงชะตา โดยฤกษ์นักษัตรที่เหลือก็จะมีดังนี้ คือ

 

อัศวินี (अश्विनि), ภรณี (भरणी), กฤตติกา (कृत्तिका), โรหิณี (रोहिणी), มฤคศีรษา (म्रृगशीर्षा), อารทรา (आर्द्रा), ปุนรวสุ (पुनर्वसु), ปุษยะ (पुष्य), อาศเลษะ (आश्लेषा), มาฆะ (मघा), ปุรวผาลคุนี (पूर्व फाल्गुनी),อุตตรผาลคุนี (उत्तरफाल्गुनी), หัสตะ (हस्त), จิตรา (चित्रा), สวาติ (स्वाति), วิศาขา (विशाखा), อนุราธา (अनुराधा), เชยษฐษา (ज्येष्ठा), มูละ (मूल), ปุรวาษาฒา (पूर्वाषाढ़ा), อุตตราษาฒา (उत्तराषाढ़ा), ศรวณะ (श्रवण), ธนิษฐา (धनिष्ठा), ศตภิษา (शतभिषा), ปุรวภาทรปทา (पूर्वभाद्रपदा), อุตตรภารทปทา (उत्तरभाद्रपदा), เรวตี (रेवती)

 

อันดาวฤกษ์นักษัตรจะนี้ถูกนำมาใช้แบ่งขอบเขตการโคจรของพระจันทร์ที่โคจรรอบโลก (จันทรวิถีหรือจันทรมรรค) ทำให้เราทราบว่าในวันนั้นพระจันทร์กำลังโคจรอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์นักษัตรอะไร

 

แล้วจะเริ่มนับเดือนทางจันทรคติใหม่เมื่อพระจันทร์โคจรมาสถิตอยู่ระนาบองศาและราศีเดียวกับพระอาทิตย์ ที่ภาษาโหราศาสตร์จะเรียกว่า “วันอมาวสี” ที่พระจันทร์จะมืดสนิทซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 29 วันครึ่งต่อ 1 รอบเดือนเช่นนี้เป็นประจำ

 

อันเราจะนำมากำหนดวันข้างขึ้น – ข้างแรม เอามาคำนวณวันที่น้ำขึ้น – น้ำลง คำนวณช่วงวันที่เหมาะสมในการเพาะปลูก และคำนวณหาวันสำคัญทางศาสนา

 

โดยในทางโหราศาสตร์จะถือว่าฤกษ์นักษัตรนี้มีความสำคัญมากกว่าฤกษ์จักรราศีที่แทนสภาพร่างกาย เพราะว่าถ้าพระจันทร์สถิตอยู่ในฤกษ์นักษัตรใด ย่อมส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจของสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก

 

ดังนั้นเรื่องดาวฤกษ์ทั้ง 2 รูปแบบในภาควิชาโหราศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะมองข้ามกันไม่ได้ เพราะกลุ่มดาวฤกษ์นั่นจะส่งผลทำให้ดาวเคราะห์แต่ละดวงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมันไปด้วย แม้จะสถิตอยู่ในจักรราศีเดียวกัน แต่ถ้าช่วงระยะเวลาที่มันโคจรอยู่ในราศีนั้น แต่ละช่วงนักษัตรฤกษ์พฤติกรรมของดาวก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

 

 โดย ตาบอดส่องตะเกียง

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ