เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» มหาเวทย์

วันแห่งความรัก

โพสโดย : admin เมื่อ : 10 กุมภาพันธ์ 2555, เข้าชมแล้ว 4,049 ครั้ง

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ชาวคริสต์จะถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของเขา ในวันนี้ชาวคริสต์จะถือว่าเป็นวันที่พวกเขาจะแสดงออกซึ่งความรักและความจริงใจที่มีให้แก่กันและกัน โดยจะเรียกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีว่า “วันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day)

 

ซึ่งความจริงแล้ววันแห่งความรักนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวันในโลกของเรา เพียงแต่จะแตกต่างกันไปบ้างตามประเพณีของแต่ละประเทศ อาทิเช่น

 

ในวัฒนธรรมของชาวจีนนั้นก็จะมีตำนานเรื่องวันแห่งความรักเช่นกัน โดยกำหนดให้วันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีนนั้นเป็นวันแห่งความรัก และชาวจีนในสมัยโบราณจะใช้วันนี้เป็นวันแสดงออกซึ่งความรักระหว่างหนุ่มสาว

 

เรื่องนี้มาจากตำนานปรัมปราว่า นานมาแล้วได้มีเทพธิดาทอผ้าผู้เลอโฉมนางหนึ่ง เป็นพระธิดาองค์สุดท้องใน 7 นางฟ้าผู้เป็นราชธิดาขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ วันหนึ่งนางได้ลงมาเที่ยวเล่นยังโลกมนุษย์แล้วไปตกหลุมรักกับหนุ่มเลี้ยงวัวคนหนึ่งเข้า

 

หนุ่มเลี้ยงวัวและนางฟ้าองค์น้อยต่างก็ครองรักกันอย่างมีความสุข จนมาวันหนึ่งเรื่องราวความรักของทั้งคู่ได้ล่วงรู้ไปถึงสวรรค์ เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมากเพราะพระธิดาของพระองค์นั้นได้ทำผิดกฎสวรรค์ไปสมสู่กับมนุษย์ พระองค์จึงมีเทวโองการบังคับให้นางกลับมารับโทษบนสวรรค์ อันทำให้ทั้งคู่รักคู่นี้ต้องพลัดพรากแยกจากกัน

 

แต่ด้วยหัวใจที่มั่นคงในรักของทั้งคู่จึงทำให้สวรรค์นั้นเห็นใจในรักแท้ของพวกเขา จึงอนุญาตให้ทั้งคู่สามารถพบกันได้ปีละครั้งในวันที่ 7 เดือน 7 ของจีน ชาวจีนเลยถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งความรักและความจริงใจที่มีต่อกัน และปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

ในวัฒนธรรมของชาวฮินดูก็มีเรื่องวันแห่งความรักเหมือนกันซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาสองพันกว่าปีแล้ว โดยอ้างอิงความเชื่อเรื่องวันแห่งความรักของชาวฮินดูมาจากเรื่องราวตอนหนึ่งในมหากาพย์ภารตะ ที่กล่าวถึงสมัยหนึ่งที่นางโทราปตีได้ขอคำมั่นสัญญาด้วยการผูกข้อไม้ข้อมือให้กับพระกฤษณะว่าพระกฤษณะนั้นจะรักและให้ความคุ้มครองปกป้องน้องสาวผู้นี้ไปตลอด ไม่ว่าจะยามมีทุกข์หรือมีสุข

 

แล้วเมื่อคราวที่นางโทราปตีต้องประสบเคราะห์กรรม ถูกทุหศาสันจิกผมลากไปท่ามกลางสภาของนครหัสตินาปุระ แล้วกระชากส่าหรีของนางออก นางจะหันหน้าไปพึ่งใครก็ไม่มีใครสามารถจะให้ความช่วยเหลือนางได้สักคน นางหมดหนทางจึงภาวนาระลึกขอความช่วยเหลือจากพระกฤษณะ จากนั้นส่าหรีของนางก็มีความยาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ทุหศาสันจะดึงอยู่นานเท่าไรก็ไม่หมด ทำเอาทุหศาสันถึงกับเหนื่อยหอบลงไปนั่งกองกับพื้น และทำเอาผู้ที่อยู่ในสภาต้องตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็นลางร้ายของเผ่าพงศ์เการพของตน ที่ไปทำร้ายสตรีจนเป็นเหตุให้พระกฤษณะกริ้วแล้วจะนำไปสู่มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

 

โดยชาวฮินดูได้กำหนดให้วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือนศรวณา (श्रवणा पूर्णिमा - Sharavana Purnima) ซึ่งเดือนศรวณานี้จะอยู่ในราวๆ วันที่ 22 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม นั้นเป็นวันแห่งความรักของชาวฮินดูที่มีชื่อว่าวันเทศกาล “รักษาพันธนะ (रक्षाबंधन – Raksha Bandhna)

 

โดยวันนี้ชาวฮินดูจะปฏิบัติประเพณีอย่างหนึ่งคือ จะให้น้องสาวไปทำการผูกข้อไม้ข้อมือให้กับผู้เป็นพี่ชายหรือญาติที่เป็นผู้ชาย เพื่อขอให้เขาสัญญาว่าจะมอบความรักและการคุ้มครองแก่เธอ และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานจนถึงทุกวันนี้

 

ต่อมาก็พัฒนามาเป็นการที่คู่รักที่เป็นผู้หญิงจะมาผูกข้อไม้ข้อมือและขอคำมั่นสัญญาจากคู่รักของเธอ ว่าเขานั้นจะรัก จะซื่อสัตย์และให้ความคุ้มครองเธอตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง

 

คราวนี้ก็กลับเข้ามาสู่วันแห่งความรักสากลหรือของขาวคริสต์กันต่อว่าเป็นเช่นไร วันวาเลนไทน์นี้ได้เป็นที่แพร่หลายในหมู่หนุ่มสาวชาวยุโรป

 

ซึ่งวัยรุ่นหนุ่มสาวในยุโรปสมัยก่อนนั้นเขาจะใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันแสดงออกซึ่งความรักความรู้สึกที่มีอยู่ในหัวใจของเขาเพื่อให้คนที่เขาแอบรักได้รับรู้ โดยการส่งการ์ดเขียนข้อความบรรยายความในใจว่ารู้สึกกับเขาหรือเธออย่างไร โดยมากในสมัยนั้นจะไม่มีการระบุชื่อผู้ส่งว่าเป็นใคร ให้อาศัยถ้อยความในการ์ดนั้นตีความคาดเดาเอาเองว่าข้อความนี้เป็นของใครส่งมา

 

วันวาเลนไทน์นั้นหลายท่านคงไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ชาวคริสต์เขาปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมานั้น เขามีเรื่องราวประวัติความเป็นมาเช่นไร เมื่อเรารับเอาวัฒนธรรมเขาเข้ามาใช้เราก็รับเอามาเฉพาะเพียงที่รับรู้กันอย่างคร่าวๆ ว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นเป็นวันแห่งความรักเท่านั้น

 

เรื่องของวันวาเลนไทน์นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้นสมัยจักรวรรดิโรมัน ในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) ซึ่งตามประวัติกล่าวว่าทรงเป็นจักรพรรดิที่มีนิสัยโหดร้ายและนิยมทำการสงครามแผ่ขยายอาณาจักรเป็นอย่างมาก

 

โดยเดิมนั้นชาวโรมันยังคงนับถือเทพเจ้ากรีกอยู่ แล้วในทุกๆ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเฉลิมฉลองบูชาเทวีจูโน่ (Juno) เทวีแห่งหญิงสาวและการสมรส ผู้เป็นมเหสีของเทพเจ้าจูปิเตอร์ (Jupiter) ราชันแห่งปวงเทพ

 

พิธีเฉลิมฉลองในครั้งนี้จะเรียกว่าเทศกาล “ลูเปอร์กัลเลีย (Lupercalia)” โดยจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ โดยก่อนที่จะถึงเทศกาลลูเปอร์กัลเลียนั้นเด็กหนุ่มสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด

 

ก่อนถึงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองหนึ่งวัน ชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกนำมาเขียนลงในเศษกระดาษเล็กๆ แล้วเอาหย่อนใส่เก็บลงไปไว้ในเหยือก

 

พอถึงค่ำคืนของวันที่ 14 กุมภาพันธ์เด็กหนุ่มแต่ละคนจะมาทำการจับฉลากชื่อของหญิงสาวออกมาจากเหยือก เพื่อจับคู่กันเต้นรำในประเพณีเฉลิมฉลองนี้ ซึ่งผลของการจับคู่แบบนี้นั้นส่วนมากก็จะนำมาสู่การตกหลุมรักกันและนำไปสู่การแต่งงานกันในที่สุด อันเป็นที่มาของการพบปะของหนุ่มสาวในสมัยนั้น

 

ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เริ่มหยั่งรากและเริ่มได้รับการเข้ารีตมากขึ้นในกรุงโรม โดยหลักคำสอนของศาสนาคริสต์จะเน้นไปในเรื่องความความรักและการให้อภัยซึ่งการและกัน อันไปขัดกับนโยบายของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 ที่ทรงมุ่งเน้นการศึกสงคราม ทำให้ชายหนุ่มโรมันส่วนมากไม่อยากถูกเกณฑ์จ้างไปเป็นทหารในสงคราม เพราะในช่วงข้าวใหม่ปลามันชายหนุ่มมักไม่อยากพลัดพรากจากคู่รักของเขาไป

 

จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 ทรงตระหนักเช่นนั้น จึงทรงมีพระราชโองการประกาศห้ามจัดการหมั้นและการแต่งงานในช่วงนั้นอย่างเด็ดขาด อันทำให้หลายคู่ไม่สามารถแต่งงานกันได้และเกิดความทุกข์ใจมากในช่วงเวลานั้น

 

ในขณะนั้นเองได้มีนักบุญท่านหนึ่งนามว่า วาเลนไทน์ (Valentine) หรือในภาษาโรมันจะเรียกว่า วาเลนตินัส (Valentinus) ซึ่งเป็นนักบุญชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่ในกรุงโรม ได้ร่วมมือกับนักบุญมาริอัสฝ่าฝืนราชโองการ โดยแอบทำการจัดพิธีสมรสให้กับคู่รักชาวคริสต์หลายคู่

 

โดยภายในงานสมรสนั้นพวกเขาจะใช้วิธีกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกันและกัน เพราะต้องปกปิดการสมรสนั้นให้เป็นความลับ อีกทั้งต้องคอยระวังว่าเหล่าทหารโรมันที่เดินตรวจตราอยู่ไม่ให้รู้ว่าพวกตนกำลังประกอบพิธีอะไรกันอยู่

 

เรื่องการฝ่าฝืนจัดการแต่งงานแบบลับๆ ของนักบุญวาเลนไทน์ได้ล่วงรู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 พระองค์ทรงกริ้วมากแล้วสั่งให้ทหารไปจับตัวนักบุญวาเลนไทน์มาคุมขังและลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

 

ซึ่งหลังจากมีพระราชโองการให้ไปจับกุมตัวนักบุญวาเลนไทน์แล้ว ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่จัดงานสมรสให้แก่คู่รักชาวคริสต์อยู่เหมือนเดิม จนเมื่อทหารโรมันเข้าจับกุมท่าน แต่ก็โชคดีอยู่อย่างว่าคู่บ่าวสาวนั้นได้หลบหนีออกจากโบสถ์ได้ทันเวลาก่อนการจับกุมจะเกิดขึ้น

 

เมื่อนักบุญวาเลนไทน์ถูกจับมาคุมขังอยู่นั้น ท่านก็ได้ถูกทรมานต่างๆ นานาอย่างแสนสาหัส พวกเด็กหนุ่มสาวหลายคู่ทราบเรื่องจึงเดินทางมาเยี่ยมท่านที่คุก โดยพวกเขาจะใช้วิธีโยนดอกไม้และกระดาษข้อความต่างๆ เข้าไปทางช่องหน้าต่างของคุกที่ขังท่านนักบุญวาเลนไทน์ไว้

 

ในข้อความของหนุ่มสาวส่วนมากนั้นจะเขียนข้อความแสดงความห่วงใยของพวกเขาที่มีต่อนักบุญวาเลนไทน์ และแสดงถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในรักแท้ที่มนุษย์จะมอบให้ซึ่งกันและกัน

 

จนวันหนึ่งได้มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อจูเลีย ได้ขอเข้าเยี่ยมนักบุญวาเลนไทน์เป็นการส่วนตัว ซึ่งในตำนานกล่าวกันว่าเธอนั้นเป็นลูกสาวของผู้คุมคุกแห่งนั้นจึงได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษให้เข้าเยี่ยมนักโทษได้

 

เธอได้เข้ามาเยี่ยมนักบุญวาเลนไทน์อยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็จะมานั่งคุยกันอยู่นานนับชั่วโมงเป็นประจำ โดยเธอนั้นมีทัศนะที่เห็นด้วยกับการปฏิเสธกฎหมายห้ามแต่งงาน และยังสนับสนุนให้เกิดการแต่งงานแบบลับๆ ตามแบบอย่างของนักบุญวาเลนไทน์ที่เคยทำมาด้วย

 

แล้วในค่ำคืนก่อนที่นักบุญวาเลนไทน์จะถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ท่านได้เขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งเป็นฉบับสุดท้ายในชีวิตท่าน ส่งในจูเลียเพื่อเป็นการขอบคุณในมิตรภาพและความจงรักภักดีที่เธอนั้นมีต่อท่าน บ้างก็ว่าท่านนักบุญวาเลนไทน์เกิดหลงรักในจูเลียก็มี โดยท่านนักบุญวาเลนไทน์ได้ลงท้ายในจดหมายฉบับนั้นไว้ว่า Love From Your Valentine

 

นับตั้งแต่นั้นมาจึงเกิดเป็นประเพณีการเขียนจดหมายส่งไปบอกความในใจและความรักที่มีซึ่งกันและกันในเทศกาลวาเลนไทน์นับแต่นั้นมา

 

ท่านนักบุญวาเลนไทน์ได้ถูกนำตัวไปประหารด้วยการตัดศีรษะในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของท่านได้ถูกชาวคริสต์นำมาเก็บไว้ที่โบสถ์พราซิเดส (Praxedes) ในกรุงโรม

 

นางจูเลียได้ทำการปลูกต้นอัลมอนด์ไว้เพื่อเป็นที่ระลึกใกล้ๆ หลุมศพของนักบุญวาเลนไทน์ด้วย นับจากนั้นมาอัลมอนด์ได้ถูกนำมาใช้เป็นสื่อแทนความรักอันเป็นนิรันดร์และมิตรภาพที่ดีงาม

 

ดังจะเห็นได้ว่าในวันวาเลนไทน์นั้นชาวยุโรปมักจะมอบเมล็ดอัลมอนด์ให้แก่กันเป็นของขวัญเสมอ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน เช่น ช็อคโกแลต ขนมเค้กหรือไอศครีม เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรักของพวกเขานั้นจะยังคงเป็นรักที่หวานชื่นและคงอยู่ต่อไปตราบจนนิรันดร

 

จากตำนานของนักบุญวาเลนไทน์นั้นทำให้เกิดเป็นวันแห่งความรักของชาวคริสต์ขึ้นมา โดยมีที่มาทั้งจากเรื่องของนักบุญวาเลนไทน์เองและเรื่องของวันเฉลิมฉลองการบูชาเทพเจ้าของชาวกรีกและโรมัน ที่เกี่ยวเนื่องกับเทวีจูโน (กรีกจะเรียกว่า เฮรา - Hera) อันเป็นเทพธิดาแห่งการสมรสและการครองคู่ของหนุ่มสาว ที่มีมาแต่ครั้นโบราณกาลก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเข้ามามีอิทธิพลในประเทศทางยุโรป

 

นอกจากนี้ยังทำให้เราทราบที่มาของการมอบดอกไม้ให้กันในวันวาเลนไทน์อีกด้วยว่า มีต้นกำเนิดมาจากการที่หนุ่มสาวนำดอกไม้ไปเยี่ยมเยือนท่านนักบุญวาเลนไทน์ผ่านทางช่องหน้าต่างคุก เพื่อยืนยันในความรักอันสดชื่นที่พวกเขามีถึงกัน และจะเบ่งบานอยู่อย่างนั้นตลอดไป

 

เรื่องการเขียนการ์ดส่งถึงกันในวันวาเลนไทน์ก็มาจากเรื่องการที่หนุ่มสาวเขียนข้อความใส่กระดาษส่งเข้าไปในคุกเพื่อแสดงความรักความห่วงใยและความภักดีที่มีต่อนักบุญวาเลนไทน์ และเรื่องจดหมายฉบับสุดท้ายที่นักบุญวาเลนไทน์เขียนจากใจถึงนางจูเลียสตรีที่ท่านหลงรัก

 

ทั้งหมดนี่เองจึงเป็นที่มาของการมอบของขวัญให้กับคนที่เรารักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อแสดงออกถึงความรักและความรู้สึกจากใจที่เรามีแด่คนรักของเรา ไม่ว่าจะเป็นการมอบดอกไม้ การ์ดอวยพรและขนมหวานที่มีเมล็ดอัลมอนด์แด่คนที่เรารัก

 

มาถึงตรงนี้ก็ขอแถมเรื่องการมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์กันสักหน่อย เพราะกุหลาบ (Rose) นั้นถูกนำมาเป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความรักในปัจจุบัน

 

นั่นเพราะชาวโรมันในครั้นโบราณกาลเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเกิดมาจากการสร้างของเทธิดาแห่งความรักวีนัส หรือกรีกเรียกว่า “อโฟรไดท์” โดยกล่าวว่าครั้นหนึ่งนางไปตกหลุมรักชายหนุ่มคนหนึ่งเข้า โดยเขามีนามในภาษากรีกว่า “อาโดนิส”

 

ในตำนานเล่าไว้ว่าครั้นหนึ่งขณะที่อโฟรไดท์กำลังท่องเที่ยวไปในป่า เกิดมีต้นไม้ต้นหนึ่งหักโค่นลงมาและภายในนั้นมีเด็กชายน่ารักปรากฏอยู่ นางจึงรับเด็กผู้ชายคนนั้นไว้แล้วตั้งชื่อให้ว่า “อาโดนิส (Adonis)” แล้วนำไปฝากไว้ให้เทพธิดาเพอร์ซิโฟเนเลี้ยงดูจนเป็นหนุ่มรูปงาม

 

จนวันหนึ่งเทพธิดาอโฟรไดท์ดันไปถูกศรของคิวปิด (กามเทพ) ผู้เป็นโอรสของนางเข้า ทำให้นางเกิดหลงรักอาโดนิสเข้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว นางจึงเดินทางไปขอเขาคืนจากเทพธิดาเพอร์ซิโฟเนแต่เธอก็ไม่ยอมคืนให้เพราะได้เกิดความผูกพันต่ออาโดนิสเข้าแล้ว

 

ทั้ง 2 เทพธิดาจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นใหญ่โต จนมหาเทพซุส (จูปิเตอร์) ได้ตัดสินให้อาโดนิสสามารถอยู่กับอโฟรไดท์ 4 เดือนบนโลกมนุษย์ และอยู่กับเพอร์ซิโฟเนอีก 4 เดือนในยมโลก แล้วที่เหลืออีก 4 เดือนอาโดนิสจะอยู่ที่ไหนกับใครก็ได้ตามใจตามใจเขา (บางตำราก็ว่า แบ่งระหว่างสองเทพธิดาองค์ละ 6 เดือน ก็มี)

 

แต่เทพอาเรสหรือมาร์สนั้นก็เกิดความหึงหวงในตัวของอโฟรไดท์ ผู้เป็นชายาแบบลับๆ ของตนมาก จึงแปลงร่างเป็นหมูป่า ที่อาโดนิสชอบล่าลวงเขาเข้าป่าและทำการสังหารเขาทิ้งเสีย

 

เทพธิดาอโฟร์ไดท์เสียใจเป็นอย่างมากที่มาพบศพของชายที่นางรัก นางจึงหลั่งน้ำตาออกมา แล้วร่วงลงไปตกกระทบกับโลหิตของอาโดนิส แล้วปรากฏเป็นต้นกุหลายขึ้นมานับแต่นั้น ซึ่งตำนานนี้ทำให้ดอกกุหลาบกลายเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันโบราณนั่นเอง

ดอกกุหลาบที่ใช้มอบให้คู่รักในปัจจุบันนั้นมีด้วยกันหลายสีหลายพันธุ์ ทั้งที่เป็นของจริงและของปลอม โดยดอกกุหลาบแต่ละสีจะมีความหมายดังนี้ คือ

 

ดอกกุหลาบสีแดงจะแสดงถึงความรักที่ร้อนแรงที่มีต่อคู่รัก

ดอกกุหลาบสีขาวจะแสดงถึงความรักอันบริสุทธิ์แรกรุ่น

ดอกกุหลาบสีชมพูจะแสดงถึงความรักความเสน่หาที่โรแมนติก

ดอกกุหลาบสีเหลืองจะแสดงถึงความรักและมิตรภาพในแบบเพื่อน

ดอกกุหลาบสีม่วงหรือสีน้ำเงิน (ส่วนมากจะเป็นดอกไม้ปลอม) จะแสดงถึงความรักของเพศเดียวกันที่ปราศจากกฎเกณฑ์และจะคงอยู่อย่างเป็นนิรันดร์

 

โดย กาลปุตรา

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ