เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» ไหว้แล้วรวย

วัดเจ็ดยอด ส่องศิลปกรรมล้านนาอันงดงาม ขอพรพระเจ้าติโลกราช” เสริมบารมี

โพสโดย : admin เมื่อ : 11 มกราคม 2555, เข้าชมแล้ว 260 ครั้ง

 

ท่องเชียงใหม่พาไป “วัดเจ็ดยอด”

ส่องศิลปกรรมล้านนาอันงดงาม

ขอพร “พระเจ้าติโลกราช” เสริมบารมี

 

หนาวนี้ท่านผู้อ่านไปรับลมหนาวที่ไหนกันมาบ้างครับ เชื่อว่าส่วนใหญ่คงขึ้นไปทางแถบเหนือหรืออีสานอย่างแน่นอน โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ กำลังเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแบบบูมสุดๆ เลยนะครับ เนื่องจากว่าที่นั่นกำลังมี “งานพืชสวนโลก” เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมกันอยู่

 

เท่าที่ดูแล้วปีนี้นักท่องเที่ยวอาจจะไม่ค่อยล้นหลามเหมือนที่ผ่านๆ มา ด้วยเพราะประชาชนตามจังหวัดภาคกลางนั้นเพิ่งจะฟื้นตัวจากสภาวะน้ำท่วมหนัก เลยอาจจะอาศัยช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ทำการซ่อมแซมบ้านเรือน ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณไปพอสมควร ทำให้ไม่สามารถวางงบประมาณไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆ ได้ถนัดนัก

 เกริ่นกันมาซะเยิ่นเย้อขอเข้าเรื่อง “ไหว้แล้วรวย” กันดีกว่า หลังจากฉบับที่แล้วพาไปยัง “วัดเจดีย์หลวง” สักการะเสาอินทขีลกันมาแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูหนาวเรายังอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พาลัดเลาะไปทางเส้นซุปเปอร์ไฮเวย์ หากมาจากลำพูนก็ก่อนถึงสี่แยกรินคำ สังเกตขวามือจะมีวัดโด่งดังแห่งหนึ่งของล้านนาตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปี

 

“วัดเจ็ดยอด” หรือ “วัดโพธารามมหาวิหาร” เป็นวัดเก่าแก่ที่คนเชียงใหม่กำหนดเรียกชื่อขึ้นในภายหลังตามลักษณะเครื่องยอดส่วนบนของหลังคาพระวิหารโบราณที่ปรากฏมาแต่เดิม โดยสร้างเป็นสถูปเจดีย์ที่มีเจ็ดยอดด้วยกัน แต่ชื่ออย่างเป็นทางการตั้งแต่แรกสร้างนั้นชื่อว่า “วัดมหาโพธาราม” หรือ “วัดโพธารามมหาวิหาร”

 

วัดเจ็ดยอดเป็นวัดโบราณที่ “พระเจ้าติโลกราช” กษัตริย์องค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคดหรือสีหโคตรเสนาบดีเป็นนายช่างทำการก่อสร้าง เมื่อปี พ.ศ.1999

 

เมื่อสถาปนาพระอารามเสร็จแล้ว พระเจ้าติโลกราชโปรดให้นิมนต์พระมหาเถระชื่อ “พระอุตตมปัญญา” มาสถิตเป็นอธิบดีองค์แรกแห่งหมู่สงฆ์ในพระอารามนี้ ครั้งนั้นพระเจ้าติโลกราชได้ทรงสดับธรรมบรรยายจากสำนักพระภิกษุสีหล เรื่องอานิสงส์ปลูกต้นโพธิ์ จึงโปรดให้แบ่งหน่อมหาโพธิ์ต้นเดิมที่พระภิกษุสีหลนำมาจากศรีลังกาเอามาปลูกขึ้นไว้ในอารามป่าแดงหลวง เชิงดอยสุเทพ นำมาปลุกไว้ในอารามที่สร้างขึ้นใหม่ ด้วยความที่หน่อมหาโพธิ์ถูกนำมาปลูกไว้ที่อารามแห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามว่า “วัดมหาโพธาราม”

 

วัดเจ็ดยอดเป็นอารามที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนา ด้วยเมื่อ พ.ศ.2020 พระเจ้าติโลกราช โปรดให้จัดการประชุมพระเถรานุเถระทั่วทุกหัวเมืองในอาณาจักรล้านนา แล้วทรงคัดเลือกได้ “พระธรรมทิณ” เจ้าอาวาสวัดป่าตาล ผู้เจนจัดในพระบาลีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระเจ้าติโลกราชทรงรับเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ทำสังคายนาพระไตรปิฏก ณ วัดมหาโพธารามปีหนึ่งจึงสำเร็จเรียบร้อย

 

การสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งใหญ่ครั้งนี้เป็นลำดับที่ 8 นับเนื่องได้ทำมาแล้วที่ประเทศอินเดียและศรีลังการวม 7 ครั้ง และการทำสังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดมหาโพธารามก็นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

 

วัดเจ็ดยอดได้กลายเป็นวัดร้างที่ไม่มีพระภิกษุอาศัยแต่เมื่อใดไม่พบหลักฐานแน่ชัด สันนิษฐานกันเอาว่า เมื่อปี พ.ศ.2319 หัวเมืองต่างๆ ในแคว้นล้านนาประสบกับภัยสงครามทั่วไปหมด ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงประกาศให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากไม่มีกำลังพอเพียงที่จะรักษาเมือง เพราะเพิ่งสร้างกรุงธนบุรีให้เป็นราชธานีมาหมาดๆ อีกทั้งก็เสียไพร่พลไปในคราเสียกรุงมากมายนัก พระภิกษุสามเณรและพลเมืองจึงพากันอพยพไปอยู่ตามหัวเมืองอื่นๆ หมด

 

ต่อมาสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ “พระเจ้ากาวิละ” ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตามพระบรมราชโองการของ “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” เมืองเชียงใหม่ก็ได้กลับตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กระนั้นก็ดีบรรดาวัดวาอารามต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองและนอกเมืองก็ยังสภาพเป็นวัดร้างจำนวนมาก วัดเจ็ดยอดก็เป็นหนึ่งในจำนวนวัดร้างนั้นด้วย

 

วัดเจ็ดยอดมีศิลปกรรมอันวิจิตรงดงามและมีความสำคัญต่อเนื่องไปกับเรื่องราวในพระพุทธศานา ซึ่งถูกนำมาโดยพระภิกษุจากสิงหลนิกาย จากประเทศอินเดียเข้าสู่อาณาจักรล้านนาตั้งแต่สมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถานแห่งนี้จึงมีคุณค่าที่สามารถเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่และมีคุณค่าทางศิลปกรรมทางพุทธศิลป์ที่น่าสนใจอีกด้วย

 

อย่างเช่น ซุ้มประตูทางเข้าวัด ตามขนบธรรมเนียมการสร้างอารามในอาณาจักรล้านนาโบราณย่อมนิยมสร้างซุ้มประตูโขง เป็นช่องทางขนาดใหญ่สำหรับเดินทางเข้าออกเอาไว้ด้านหน้าประตูวัด ซุ้มประตูวัดเจ็ดยอดก่อด้วยอิฐถือปูน ช่องประตูตอนบนสร้างเป็นรูปครึ่งวงกลม

 

ตัวซุ้มขนาบช่องประตูทำอย่างเสาย่อมุมทั้ง 2 ข้าง หลังช่องประตูโขงขึ้นไปเป็นเครื่องยอดตามแบบขนบนิยมในศิลปะสมัยล้านนา แต่ปัจจุบันเครื่องยอดส่วนที่อยู่บนหลังซุ้มได้พังทลายลงไปหมดแล้ว ไม่เหลือให้คนรุ่นหลังได้ชมอีกต่อไป

 

ศิลปกรรมของซุ้มประตูโขงที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ลวดลายปูนปั้น ประดับตกแต่งกรอบวงโค้งและหางซุ้ม กับลวดลายปูนปั้นเป็นกาบประดับเชิงเสาและปลายเสาย่อมุมประจำสองข้างซุ้มมหาวิหาร เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญยิ่งกว่าโบราณสถานแห่งอื่น

 

ทั้งนี้เนื่องด้วยมหาวิหารแห่งนี้พระเจ้าติโลกราชโปรดให้ใช้เป็นสถานที่ประชุมพระเถรานุเถระทั่วอาณาจักรล้านนา จึงจัดสร้างให้สมกับการรองรับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดยสร้างเป็นอาคารชนิดเครื่องก่อ ใช้ศิลาแลงทำโครงสร้างลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งขนานไปตามทิศตะวันออกสู่ตะวันตก

 

ตอนหน้าของอาคารสันนิษฐานว่าเป็นมุขโถงต่อออกไป ข้างหน้าเปิดเป็นทางเข้าออกมหาวิหาร ตัวอาคารมหาวิหารก่อผนังทึบล้อมสามด้าน เว้นด้านหน้า เชิงผนังตอนในสุดของวิหารก่อแท่นแก้วประดิษฐานพระพุทธปฏิมาพระประธานประจำวิหาร

 

กลางฝาผนังด้านข้างในห้องโถง เจาะเป็นช่องแคบๆ มีบันไดทอดตัวขึ้นไปข้างบนออกสู่หลังคาวิหาร ซึ่งเป็นหลังคาทรงตัดลักษณะคล้ายดาดฟ้าทั่วไป พื้นที่บนนี้เป็นที่ตั้งของปรางค์ยอดเจดีย์แบบพุทธคยาในอินเดียจำนวน 7 องค์ด้วยกัน

 

นอกจากนี้ภายนอกตัวมหาวิหารยังปรากฏลวดลายปูนปั้นชั้นครูระดับเอก ที่ยากจะหาฝีมือไหนมาเทียบได้ ลวดลายต่างๆ ที่ปรากฏยังได้สำแดงให้ประจักษ์ในคุณค่าทางภูมิปัญญาอันเปรื่องปราชญ์ และความสามารถในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติออกมาเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์แสดงความหมายในทางพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อพระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต “พระยอดเชียงราย” พระราชนัดดาของพระองค์ ที่ทรงขึ้นครองราชย์แทนได้โปรดให้สร้าง “กู่” หรือสถูปบรรจุอัฐิ เพื่อประดิษฐานพระอัฐิของพระเจ้าติโลกราชเอาไว้ โดยสร้างในปี พ.ศ.2031 กู่ดังกล่าวสร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน

 

ลักษณะรูปทรงเป็นแบบทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มคูหาเป็นจัตุรมุข หลังคาทรงบัวคลุ่ม ส่วนเครื่องยอดต่อขึ้นไปก่อเป็นพระสถูปทรงระฆังอย่างเจดีย์สีหล ซุ้มคูหาด้านนอกทิศตะวันออกทำลึกเข้าไปในตัวมณฑป ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรปูนปั้นองค์หนึ่งปางมารวิชัย ซุ้มคูหาด้านนอกทิศตะวันออกทำลึกเข้าไปในตัวมณฑป ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรปูนปั้นองค์หนึ่งปางมารวิชัย

 

ทีนี้เราลองมาไล่ดูยอดเจดีย์ทั้ง 7 กันบ้างว่า แต่ละยอดนั้นมีความหมายเป็นเช่นไรบ้าง หากจะเรียกโดยรวมเขาเรียกกันว่า สัตตมหาสถาน คือ สถานที่สำคัญเนื่องในพระพุทธประวัติ 7 แห่ง ซึ่งก็เป็นที่มาของ 7 ยอดนั่นแหละครับ ประกอบไปด้วย

 

1.ปฐมโพธิบัลลังก์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ณ ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ด้านทิศตะวันออก ทรงตั้งวิริยาธิษฐานปฎิญาณพระองค์ว่า “ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระอนุตตระสัมมสัมโพธิญาณเพียงใด ก็จะไม่ลุกขึ้นเพียงนั้น แม้มังสะและโลหิตจะเหือดแห้งสูญสิ้นไป จะคงเหลืออยู่แต่หนังเส้นเอ็นก็ตามทีเถิด”

 

2.อนิมิสเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับยืนทอดพระเนตรปฐมโพธิบัลลังก์ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ณ ที่นั้นเป็นเวลา 7 วัน

 

3.รัตนฆรเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก เป็นเวลา 7 วัน ภายหลังที่ตรัสรู้ภายในเรือนแก้วที่เทวดานิรมิตถวาย

 

4.มุจจลินทเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขผลสมาบัติใต้ต้นจิกสระมุจจลินท์ ภายหลังตรัสรู้แล้ว เป็นเวลา 7 วัน

 

5.รัตนจงกลมเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินจงกลมเป็นเวลา 7 วัน

 

6.อชปาลนิโครธเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิ ณ บัลลังก์ภายใต้ร่มอชปาลนิโครธ (ไม้ไทร) อันเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะ และเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงชนะมาร

 

7.ราชาตนเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขสมาบัติ ณ ภายใต้ร่วมไม้ราชายนพฤกษ์ ทรงยื่นพระหัตถ์ขวารับผลสมอจากพระอินทร์ เป็นเวลา 7 วัน

ท่านผู้อ่านท่านใดมีโอกาสไปเยือนจังหวัดเชียงใหม่เมืองแห่งอารยะธรรมล้านนาก็แวะไปเยี่ยมชม รวมทั้งสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ที่วัดเจ็ดยอดกันได้ตามสะดวกเลยนะครับ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิตไปตลอดทั้งปีนี้

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจากนิตยสารเซียน

โดย เสือหมอบแมวเซา

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ