เปิดตำนานความเชื่อ ชีวิตติดกรรม สยามมงคล ชิมไปขลังไป คุยกับผี
» เทพปกรณัม

รามาวตาร ตอน 6 ลางร้ายทศกัณฐ์

โพสโดย : admin เมื่อ : 20 มกราคม 2555, เข้าชมแล้ว 299 ครั้ง

 

รามาวตาร (राम अवतार – RAMA AVATAR)

ตอน  ลางร้ายทศกัณฐ์

 

จากความเดิมในฉบับที่แล้ว เมื่อทศกัณฐ์ได้รับพรจากศิวะกับพระพรหมมาแล้ว แถมในตอนท้ายยังได้ดาบวิเศษที่พระศิวะประทานมาให้อีก ทำให้ทศกัณฐ์ได้ใจกำแหงขึ้นมากว่าคงไม่มีเทวดา อสูร ครุฑ นาค ฤษีตนใดมาชนะตนได้อีกแล้ว ทศกัณฐ์จึงเริ่มแผ่ขยายอำนาจของตนเองออกไปมากขึ้นๆ ทุกที

 

โดยเริ่มต้นจากการก่อกบฏบุกเข้ายึดกรุงลงกาแล้วขับไล่พี่ชายต่างมารดาของตนให้ออกไปอยู่ ณ ที่อื่น ซึ่งพี่ชายคนนั้นก็คือท้าวกุเวรนั่นเอง แถมยึดเอาบุษบกของท้าวกุเวรมาครอบครอง แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงลงกาแทน

 

เมื่อพญารากษสทศกัณฐ์จัดแจงแบ่งสรรการปกครองภายในของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทศกัณฐ์ก็เริ่มมีความคิดว่าจะแผ่ขยายอาณาจักรของตนให้กว้างใหญ่ออกไปกว่าเก่า

 

ครั้นหนึ่งได้แผ่ขยายอำนาจของตนมาถึงนครมาหิษมตี (माहिष्मती) ซึ่งเป็นนครแห่งมนุษย์วงศ์ไหหยะ (हैहय वंश) ที่ใหญ่โตโอ่อ่าสวยงามประดุจกรุงอมราวดีของพระอินทร์เลยทีเดียว และกษัตริย์ผู้ปกครองนครในขณะนั้นเองก็มีนามว่า “การตวีรยะ อรชุน (कार्तवीर्य अर्जुन) หรืออีกพระนามหนึ่งว่า มหสัตรารชุน (सहस्त्रार्जुन)” ซึ่งผมเคยกล่าวถึงกษัตริย์องค์นี้มาแล้วครั้งหนึ่งในเรื่องปรศุรามาวตาร ตอนที่ 2 (ฉบับเดือนมิถุนายน 2554)

 

ราชาการตวีรยะ อรชุนผู้นี้ถือว่าเป็นลูกศิษย์เอกและได้รับพรวิเศษมามากมายจากฤษีทัตตาเตรยะหรือพระตรีมูรติที่คนไทยรู้จักกันนั่นเอง และนครมาหิษมตีแห่งนี้พระอัคนีก็ทรงมาเนรมิตให้อลังการประดุจอมราวดีของพระอินทร์เลยทีเดียว อีกทั้งราชาการตวีรยะ อรชุนนั้นยังได้รับพรให้มีฤทธานุภาพมากมายจากพระอัคนี เนื่องด้วยราชาการตวีรยะ อรชุนผู้นี้จะทำการบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์ในกองกูณฐ์กลางเมืองอยู่ตลอดโดยไม่ปล่อยให้ไฟมอดลงได้แม้แต่วินาทีเดียว จนพระอัคนีพึงพอพระทัยและโปรดราชาการตวีรยะ อรชุนนี้เป็นอย่างมาก

 

เมื่อทศกัณฐ์มาเห็นเช่นนั้นก็อยากจะลองฝีมือกับท้าวอรชุนดูสักตั้ง ถ้าชนะก็จะได้ครอบครองนครมาหิษมตีที่สวยงามแห่งนี้มาเป็นของตนเสีย จึงตรงไปยังหน้าพระนครร้องท้ารบในทันทีว่า

 

“เรานั้นได้ยินกิตติศัพท์มาช้านานว่า พระราชาของพวกเจ้านั้นเป็นราชันเหนือราชันทั้งปวงในโลกมนุษย์ วันนี้เราใคร่จะขอท้าประลองดูสักตั้งว่าจะแน่สักแค่ไหน รีบไปบอกราชาของพวกเจ้าให้รีบออกมาต่อกรกับเราโดยเร็วเถิด หรือถ้ากลัวในฤทธิ์เราก็ให้ราชาของเจ้าหมอบคลานออกมาถวายนครนี้แก่เราแต่โดยดีเถิด”

 

ฝ่ายพวกขุนนางอำมาตย์ทราบความท้ารบเช่นนั้น จึงทูลตอบพญารากษสไปว่า “โอ้ราวณาสุระจอมรากษส บัดนี้พระราชาแห่งเรานั้นหาได้ประทับอยู่ในพระนครไม่ พระองค์ทรงเสด็จออกไปประพาสป่ากับเหล่าสนม อีกทั้งพวกเราก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเมื่อใด ขอเชิญพระองค์โปรดยั้งทัพรอสักหน่อยเถิดไม่นานคงเสด็จกลับมา หรือถ้าไม่ทันพระทัยจะออกตามไปยังแม่น้ำนารมทาบนเขาวินธยาก็ย่อมได้”

 

พญารากษสทศพักตร์ได้สดับดังนั้นก็มิรอรีรีบยกทัพออกติดตามค้นหาท้าวอรชุนไปทั่วทั้งเทือกเขาวินธยาในทันที

 

ขณะที่ทัพของทศกัณฑ์ออกตามหาท้าวอรชุนอยู่นั้นก็เกิดความเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมากในการเดินทาง จึงพากันพักกายอยู่ริมแม่น้ำนารมทา แล้วทศกัณฐ์ก็สั่งให้เหล่าอำมาตย์ของตนไปเก็บดอกไม้มาทำการบูชาศิวลึงค์ก่อนที่ตนจะลงสรงน้ำในแม่น้ำ

 

ในขณะเดียวกันทางตอนใต้ของแม่น้ำนั้นท้าวอรชุนก็กำลังเล่นน้ำอยู่กับเหล่านางสนม พร้อมทั้งทรงกางแขนทั้งพันกั้นเป็นเขื่อนเพื่ออวดพลังอันแข็งแกร่งให้เหล่าสนมชม กระแสน้ำเมื่อถูกกั้นก็เอ่อสูงขึ้นล้นกลับไปยังตอนเหนือที่มันไหลลงมา จนไปท่วมท้นมณฑลพิธีของทศกัณฐ์ที่กำลังทำการบูชาศิวลึงค์อยู่ตอนบนของแม่น้ำ

 

พญารากษสโกรธเคืองเป็นอย่างมากรีบกระโดดขึ้นบุษบกเหาะออกไปดูว่าผู้ใดบังอาจส่งน้ำมาทำลายพิธีของตนในทันใด ทันใดนั้นเองก็มองลงมาเห็นชายผู้หนึ่งกำลังกางแขนทั้งพันกั้นน้ำอยู่ ก็ทราบทันทีว่านั่นคือท้าวอรชุนที่ตนกำลังตามหานั่นเอง แล้วคำรามด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทเพื่อร้องท้าให้ท้าวอรชุนมาสัปยุทธกัน

 

 ฝ่ายทหารของท้าวอรชุนเห็นเช่นนั้นก็ตรงเข้าขัดขวางโรมรันทศกัณฐ์ในทันที แต่เพียงชั่วพริบตาก็ถูกเหล่าสมุนรากษสรุมฉีกเนื้อเถือร่างเอาโลหิตสดๆ มาดื่มจนสิ้นในทันที

 

ท้าวอรชุนเห็นเช่นนั้นก็ทรงพิโรธจัดราวจะทำการล้างโลกก็ว่าได้ ทรงรีบลุกขึ้นมาจากแม่น้ำและทรงเนรมิตศาสตราให้ปรากฏในหัตถ์ทั้งพันโดยทันที มิรอรีควงศาสตราราวกับพายุเขาหอบเอาปลิดชีพเหล่ารากษสน้อยใหญ่ตายจนสิ้นในพริบตาเช่นกัน คงเหลือเพียงพญารากษสทศกัณฐ์เท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้

 

ทั้งสองจึงเข้าต่อกรกันราวกับกระทิงเปลี่ยวที่ชนปะทะกัน ยังให้เกิดเสียงดังหวั่นไหวราวกับโลกากำลังจะพังทลายจนเหล่าเทวาแลคนธรรพ์ต่างต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างฝ่ายต่างสาดอาวุธเข้าหากันดุจเพลิงประลัยกัลป์ ปรากฏเป็นเสมือนอุกกาบาตร่วงหล่นไปทั่วทั้งเขตภูเขามิหยุดหย่อน

 

จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปสักพักทศกัณฐ์ก็พลาดท่าเสียที ถูกท้าวอรชุนเอาคทาฟาดถูกกลางทรวงอกล้มลง เกิดอาการจุกแน่นแสบทรวงอกจนแทบหายใจไม่ออก แล้วก็สิ้นสติสมปดีไปในที่สุด

ราชันแห่งมาหิษมตีนครนั้นก็ไม่รอช้าเนรมิตบ่วงเชือกเข้ามัดทศกัณฐ์ไว้อย่างแน่นหนา แล้วพากลับเข้านครแห่ประจานไปรอบเมืองให้อับอาย แล้วนำทศกัณฐ์ไปผูกไว้กับเสาในพระราชวังให้โอรสของพระองค์เป็นของเล่น ก่อนที่จะนำไปกักขังต่อในคุก

 

ความเรื่องนี้ก็ไปทราบถึงหูของเทพฤษีวิศราวัส (รามเกียรติ์ของไทยเรียกว่า ท้าวลัสเตียนหรือท้าวเปาลัสต์) ด้วยพรหมฤษีนารทได้นำข่าวนี้มาแจ้ง เทพฤษีวิศราวัสจึงไม่รอช้ารีบออกเดินทางไปเข้าเฝ้าท้าวการติวีรยะ อรชุน ณ เมืองมาหิษมตีในทันที

 

พอไปถึงก็ทูลขอชีวิตและอิสรภาพให้แก่บุตรของตน วิงวอนขอร้องให้ท้าวอรชุนยกโทษให้ทศกัณฐ์บุตรของตนสักครั้ง ท้าวอรชุนเมื่อเห็นเทพฤษีวิศราวัสสู้อุตส่าห์มาขอร้องตนถึงที่เช่นนี้ ก็เมตตาให้ปล่อยตัวทศกัณฐ์ออกมาจากที่คุมขังในทันที

 

ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อทศกัณฐ์ถูกปล่อยตัวออกมาเป็นอิสระแล้ว ก็ยังขอสาบานเป็นพี่เป็นน้องกับท้าวอรชุนอีกด้วยเพื่อยืนยันว่าต่อไปนี้ทั้งสองจะเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันไปตลอด นี่เองจึงเป็นลางพ่ายแพ้ที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกของทศกัณฐ์หลังจากได้รับพรวิเศษมา อันเป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์

 

ฝ่ายท้าวการติวีรยะ อรชุน เมื่อได้ชนะทศกัณฐ์เช่นนี้แล้วชื่อเสียงและเดชานุภาพของพระองค์ก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งชมพูทวีป จนนำมาซึ่งความอหังการมมังการในวรรณะกษัตริย์ท้าวอรชุน จนนำไปสู่ความบาดหมางระหว่างวรรณะกษัตริย์กับวรรณะพราหมณ์ในเวลาต่อมา และนำท้าวอรชุนไปพบจุดจบด้วยน้ำมือของพราหมณ์ปรศุรามในที่สุด

 

 โดย กาลปุตรา

บทความอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อเรียก :
รหัสผ่าน :
ยืนยันรหัสผ่าน :
อีเมล :
กรอกอีเมลของคุณ