ขอพรที่ วัดเจดีย์หลวงได้โชครับปีใหม่ ไหว้เสาอินทขีลช่วยเป็นหลักประกันชีวิต
หนาวนี้ขึ้นเหนือเสริมสิริมงคล
ขอพรที่ “วัดเจดีย์หลวง” ได้โชครับปีใหม่
ไหว้เสาอินทขีลช่วยเป็นหลักประกันชีวิต
.jpg)
“ไหว้แล้วรวย” ในฉบับนี้เป็นช่วงส่งท้ายปีกันแล้วนะครับ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศฤดูหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดโปรดของคนไทย ที่เมื่อถึงช่วงสิ้นปีหรือปีใหม่เมื่อไหร่ก็ไม่พลาดที่จะแวะเวียนมาแอ่วเหนือกันสักหน่อย บ้างก็ขึ้นดอยเพื่อตั้งแคมป์ ดื่มด่ำบรรยากาศอันโรแมนติก บ้างก็เดินสายไหว้พระทำบุญตามวัดสำคัญๆ ของล้านนา
ซึ่งฉบับนี้จะขอนำท่านผู้อ่านไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลางเวียงเชียงใหม่ ที่คนเชียงใหม่ทุกคนเชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองมาตั้งแต่อดีต ก็คือ “วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร” หรือเรียกสั้นๆ ย่อ ว่า “วัดเจดีย์หลวง” นั่นเองครับ โดยตั้งอยู่บนถนนพระปกเกล้า ต.พระสิงห์ อ.เมือง ติดกับโรงเรียนเมตตาศึกษา ถ้ามาจากประตูท่าแพก็เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกกลางเวียง มาอีกหน่อยเดียวก็ถึงวัดแล้วล่ะครับ
วัดเจดีย์หลวงเป็นวัดเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นตำนานแห่งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก่อนอื่นเราต้องไปศึกษาประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างวัดกันก่อนว่ามีประวัติเช่นใดบ้าง
มีการสันนิษฐานกันว่าวัดเจดีย์หลวงวรวิหารสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย คาดว่าน่าจะเริ่มสร้างราวๆ ปี พ.ศ.1928 – 1945 ซึ่งเป็นอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลากหลายสมัยจนเห็นเท่าปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ.1874 พระเจ้าแสนภูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสนขึ้น ถัดจากนั้นมาอีกราวๆ 4 ปี ก็ทรงสร้างมหาวิวารกลางเมืองเชียงแสนเอง ชื่อว่า “พระเจดีย์หลวง องค์ที่ 1” ซึ่งอยู่ในวัดพระเจ้าตนหลวง จากนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ากือนา พระองค์ก็เห็นว่าจะสร้างพระเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ด้วย แต่พอสร้างไปได้ไม่ทันแล้วเสร็จดีพระองค์ก็มาเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระอัครมเหสีก็จึงสานต่อความตั้งใจจนแล้วเสร็จ
ต่อมา พ.ศ.2055 พระเกตุเมืองแก้วพร้อมด้วยชาวบ้านชาวเมืองทั้งมวล ได้รวบรวมเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ชั้น ได้เงินทั้งหมด 254 กิโลกรัม แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแลกทองคำจำนวน 30 กิโลกรัม แล้วนำมาหลอมเป็นแผ่นเพื่อหุ้มองค์พระเจดีย์ และเมื่อมารวมกับของเดิมที่หุ้มอยู่ก่อนหน้านั้นได้น้ำหนักทองคำถึง 2,382.517 กิโลกรัม
.jpg)
แต่แล้วเมื่อถึงช่วงที่ “มหาเทวีจิระประภา” ครองเมืองเชียงใหม่อยู่นั้น ก็ดันมาเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลวงจนถึงกับทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นเองก็ถูกทิ้งร้างไร้การบูรณะมานานกว่า 400 ปี อย่างไม่มีใครเหลียวแล จนกระทั่งปี พ.ศ.2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 เริ่มที่จะเข้ามารื้อวิหารหลังเก่าพร้อมกับดำริสร้างหลังใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งหลังตามแบบอย่างล้านนา
จวบจน พ.ศ.2471 – 2481 “เจ้าแก้วนวรัฐ” ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ซึ่งถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์หลวงครั้งสำคัญ ได้จัดคนมารื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้วถางต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นปกคลุมบริเวณโดยรอบออก แล้วเสริมสร้างเสนาสนขึ้นใหม่ไฉไลกว่าเดิม จนสมบูรณ์แบบที่สุดในเวลาต่อมา
แต่ครั้งล่าสุดจริงๆ ที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2533 โยกรมศิลปากรเข้ามาจัดการดูแล โดยใช้งบประมาณไปกว่า 35 ล้านบาท
.jpg)
พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถือว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือหรืออาณาจักรล้านนาเลยทีเดียว ความสูงอยู่ที่ประมาณ 80 เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร
จุดประสงค์ที่พระเจ้าแสนเมืองมาสร้างขึ้นนั้นที่จริงแล้วสร้างเพื่ออุทิศให้แก่พระเจ้ากือนา พระราชบิดา ซึ่งมีตำนานเล่ากันปากต่อปากของชาวล้านนาว่า พระเจ้ากือนาที่สวรรคตไปแล้วได้มาปรากฏกายต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ไปค้าขายยังชายแดนพม่า แล้วบอกพ่อค้าว่า ฝากบอกลูกชายให้สร้างเจดีย์ไว้ใจกลางเมือง โดยต้องสูงใหญ่เพียงพอจะทำให้คนที่อยู่ไกล 2,000 วา มองเห็นได้ถนัดตา
แล้วก็ให้อุทิศบุญกุศลในการจัดสร้างนั้นให้พระเจ้ากือนา เพื่อจะสามารถไปเกิดยังเทวโลกได้ แต่ทว่าพระเจ้าแสนเมืองมามาด่วนสวรรคตเสียก่อนขณะที่ยังสร้างเจดีย์ไม่เสร็จ “พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวี” ผู้เป็นอัครมเหสีได้สืบทอดเจตนารมณ์สร้างต่อจนเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน ใช้เวลาสร้าง 5 ปี
ตำนานการสร้างพระเจดีย์หลวงยังกล่าวต่ออีกว่า ในสมัยพระเจ้าติโลกราชพระองค์ทรงโปรดใก้หมื่นด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่ทำการปฏิสังขรณ์ โดยมีพระมหาสวามีสัทธัมกิติ เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดเจดีย์หลวง เป็นกำลังสำคัญในการดูแลและประสานงานการบูรณะ ซึ่งใช้เวลาไปทั้งหมดอีก 3 ปี จนบริบูรณ์
ตอนนี้เราได้ทราบประวัติการสร้างพระเจดีย์หลวงไปแล้ว ต่อมาจะขอสาธยายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในวัดเจดีย์หลวงกันบ้างนะครับ ซึ่งหากท่านใดได้มากรายสักการะสักครั้งในชีวิตก็ถือเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวอย่างมหาศาล โดยเฉพาะท่านใดที่ได้มีโอกาสมาในช่วงปลายๆ เดือนพฤษภาคมของทุกปีแล้วล่ะก็ ท่านจะได้ร่วมงาน “ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล” อันเป็นประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน
“เสาอินทขีล” หรือ “เสาหลักเมือง” ของเชียงใหม่นั้น ตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ เป็นเสาอิฐก่อปูนตัดกระจกสีรอบเสาวัดได้ 5.67 เมตร สูง 1.30 เมตร แท่นพระบนเสาอินทขิลสูง 97 เซนติเมตร รอบแท่นวัดได้ 2.4 เมตร บนเสาอินทขีลมีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึงประทับยืนอยู่ ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก พลตรี เจ้าราชบุตร (วงศ์ตะวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวงเมื่อปี พ.ศ. 2514 เพื่อให้ชาวเมืองได้สักการะคู่กัน
เสาอินทขีลแท้จริงแล้วไม่ใช่มีอยู่ต้นเดียวในวัดเจดีย์หลวงเท่านั้น หากยังมีตามประตูเมืองทั้งห้าของเชียงใหม่ (ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนดอก ประตูสวนปรุง และประตูช้างเผือก) รวมทั้งแจ่งเมืองทั้งสี่ (แจ่งหัวริน แจ่งกู่เฮือง แจ่งกะต๊ำ และแจ่งศรีภูมิ) อีกด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาจากนักประวัติศาสตร์ล้านนาพบว่าทุกประตูเมืองยังมีเสาอินทขีลปักหลักอยู่ เว้นเฉพาะประตูท่าแพเท่านั้นที่มีการเคลื่อนย้ายไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าที่ประตูท่าแพมีการสร้างประตูเมืองใหม่ทำให้จำเป็นต้องย้ายไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่
ความเชื่อทางอุดมคติเกี่ยวกับเสาอินทขีลของชาวล้านนานั้นเชื่อว่า เดิมเป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัยต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีกครั้ง
.jpg)
คราวนี้พระอินทร์ให้ชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง (กะทะ) ขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้มากพอ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” หล่อรูปสัตว์นานาอาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะ กวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้ง จระเข้ มังกร ตลอดจนตะขาบ แมลงป่องลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง 9 ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง
และตามที่กล่าวข้างต้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ราวๆ ปลายๆ เดือนก็จะมีประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลของชาวเชียงใหม่ เพื่อเป็นการกราบสักการบูชาศาลหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักษ์รักษาบ้านเมืองเอาไว้ โดยพี่น้องประชาชนจะเตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาเวียนใส่ในพานจนครบตามที่ทางวัดเตรียมเอาไว้ จะบอกว่าเป็นการใส่บาตรรดอกไม้ก็ไม่แปลกแต่ประการใด
คำบูชาเสาอินทขีล มีดังนี้ครับท่านผู้อ่าน “อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง มังคะลัตถิ อินทะขีลัง โสตถิมังคะลัง”
ก็คงจะเป็นสถานที่ทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งที่ท่านไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วสามารถทำให้ท่านรวย และเกิดความสุขความเจริญกับชีวิตได้ ปลายปีนี้เชิญชวนแฟนๆ นิตยสารเซียน หากท่านใดมีโอกาสได้เดินทางขึ้นเหนือไปที่ จ.เชียงใหม่ ก็เจียดเวลาสักนิดเพื่อไปกราบสักการะขอพรพระเจดีย์หลวงกันได้เลยครับ
แหล่งข้อมูลจากนิตยสารเซียน
โดย เสือหมอบแมวเซา

