เสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่เต็มๆ บุกดู ขุนช้างขุนแผน เรื่องจริงหรือแค่ตำนาน
ลัดเลาะเมืองสุพรรณกราบ “หลวงพ่อโต”
ตระการตาวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่เต็มๆ
บุกดู ขุนช้างขุนแผน เรื่องจริงหรือแค่ตำนาน?

หลังจากเจอกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่มานานกว่า 2-3 เดือน ทำให้วัดวาอาราม โบราณสถานที่สำคัญ และพุทธสถานต่างๆ ได้รับผลกระทบกันไปถ้วนหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว แม้กระทั่งจุดใหญ่อย่างพุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ยังถูกกระแสน้ำไหลบ่าเข้าท่วม สร้างความหดหู่ให้กับฆราวาสอย่างพวกเราไม่น้อย
ที่หนักที่สุดคงหนีไม่พ้น จ.ปทุมธานี ที่จมบาดาลไปทั้งจังหวัด แต่จังหวัดที่หลายๆ คนห่วงเป็นอย่างมากก็คือ พระนครศรีอยุธยา เพราะที่นั่นมีโบราณสถานสำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์มากมายเหลือเกิน อีกทั้งยังมีวัดเก่าแก่อันศักดิ์สิทธิ์อยู่อีกเพียบ สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจต้านทานมวลน้ำมหาศาลได้แม้แต่น้อย
ทำให้ “ไหว้แล้วรวย” ฉบับนี้ขอนำท่านผู้อ่านไปยัง จ.สุพรรณบุรี กันจะดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีบางพื้นที่บางอำเภอเท่านั้นของสุพรรณที่ถูกน้ำท่วม แต่ก็ไม่ได้ประสบภัยหนักหนาเหมือน 2 จังหวัดข้างต้น ทำให้คราวนี้หลายๆ วัดในเมืองสุพรรณเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด โบราณสถานต่างๆ ไม่ได้ชำรุดเสียหายใดๆ
เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเราครับท่านผู้อ่านฉบับนี้เราจะไปกราบนมัสการ “หลวงพ่อโต” วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กันสักหน่อย เพราะที่นี่เป็นตำนานแห่งการเกิดวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่หลายคนยังกังขากันว่าเป็นเพียงบทพระราชนิพนธ์หรือเป็นเรื่องราวที่มีอยู่จริงกันแน่
.jpg)
“วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร” เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่บนถนนมาลัยแมน ต.รั้วใหญ่ เมืองสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ชาวบ้านทั่วไปตั้งแต่ครั้งอดีตเรียกติดปากกันว่า “วัดป่า” ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อโต” ปางป่าเลไลยก์ ซี่งถือเป็นพระพุทธรูปองค์ประธานของที่นี่ด้วย
วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ระดับวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาบูรณปฏิสังขรณ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ในพงศาวดารเมืองสุพรรณกล่าวเอาไว้ว่า วัดป่าเลไลยก์สร้างในสมัยที่เมืองแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก “พระเจ้ากาแต” ทรงมอบหมายให้ “มอญน้อย” มาเป็นผู้บูรณะในภายหลัง พ.ศ.1724
วัดแห่งนี้เป็นที่คุ้นหูของคนทั่วไป เนื่องจากว่าไปปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ว่ากันว่าขุนแผนเมื่อครั้งเยาว์วัยได้มาบวชเรียนที่นี่ โดยใช้ชื่อว่า “เณรแก้ว” ด้วยถ้อยคำที่พรรณนาถึงวัดป่าเลไลยก์นั้นเองจึงทำให้ด้านหน้าของวัดมีการปั้นรูปปั้นของขุนแผนและนางพิมตั้งเอาไว้อยู่
ลองมาดูถ้อยคำพรรณนาดังกล่าวกันสักหน่อย
ทีนี้จะกล่าเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า
จะทำบุญให้ทานการศรัทธา ต่างมาที่วัดป่าเลไลยก์
หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่
ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไป จะเลี้ยงพระกะไว้วันพรุ่งนี้...”
ประชาชนทั่วไปนิยมเดินทางมากราบนมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะดุดตาอย่างมาก องค์หลวงพ่อโตนั้นเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยอู่ทอง มีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ (หัวเข่า) ส่วนพระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่วงท่าทรงรับของถวาย
องค์หลวงพ่อโต 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านกล่าวว่า เดิมหลวงพ่อโตคงจะเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา โดยสร้างเอาไว้กลางแจ้งเหมือนหลวงพ่อโต “วัดพนัญเชิง” ในสมัยแรกๆ ด้วยเพราะธรรมเนียมการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ในสมัยอยุธยาตอนต้นส่วนมากชอบสร้างกันไว้กลางแจ้ง เพื่อสามารถให้มองเห็นได้ในระยะไกลๆ เสมือนเป็นการแฝงความอุ่นใจเวลาจะไปออกรบกับข้าศึก
.jpg)
ภายในองค์หลวงพ่อโตนี้เองจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถระไลยลายจำนวน 36 องค์ ซึ่งชาวจังหวัดสุพรรณบุรีให้ความเคารพนับถือกันทั้งจังหวัด
ไปพลิกดูในพงศาวดารเหนือมีการบันทึกเอาไว้เช่นกันว่า เดิมทีองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง แต่พระหัตถ์ขวาหัก ช่างจึงได้สร้างวิหารครอบ โดยให้ฝาผนังวิหารชิดพระหัตถ์ขวา ส่วนฝั่งซ้ายให้พอมีที่ว่างเอาไว้ ขณะเดียวกันด้านหลังองค์พระก็สร้างให้ชิดกับวิหารไปเลยเพื่อเสริมความแข็งแรง นับเป็นความชาญฉลาดของช่างสมัยโบราณเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ก็ยังมีข้อสันนิษฐานต่อเนื่องกันอีกว่า เมื่อครั้งที่ตั้งอยู่กลางแจ้งนั้นพระกรทั้งสองข้างหักหายไป ผู้ที่มาทำการบูรณะใหม่จึงได้ปรับโฉมให้เป็นปางป่าเลไลยก์ตามที่มีความนิยมกันในสมัยหลังๆ มา วิหารที่สร้างครอบองค์พระนั้นสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามีตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ซึ่งก็คือ รูปพระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ ปรากฏอยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ภายในวัดยังมี “เรือนขุนช้าง” ซึ่งจัดสร้างเป็นเรือนไทยหมู่ขนาดใหญ่ รอบๆ บริเวณร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สวยงาม พื้นเรือนเป็นไม้สักขัดมันเงางามจับตาจับใจ มีการเชื่อมแต่ละหลังด้วยชานยกพื้นสูงที่มีบันใดขึ้นด้านหน้า ซึ่งเป็นมุขยื่นออกมาจากหอกลาง แถมยังมีเรือนอีก 3 หลัง ล้อมรอบหอกลางอีก ที่เป็นส่วนของการปะดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัย โดยหากมีโอกาสเข้าไปก็จะพบการจัดแสดงเครื่องทองเหลือง ชามสังคโลกที่หายากสุดๆ เป็นสิ่งล้ำค่าตั้งโชว์เอาไว้อยู่
วัดป่าเลไลยก์ยังขึ้นชื่อว่ามีจิตรกรรมฝาผนังที่ขึ้นชื่อเรื่องความวิจิตรงดงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยจิตรกรมฝาผนังนั้นจะเรียงรายอยู่ที่ระเบียงคด ซึ่งก็ย่อมต้องเป็นเรื่องราววรรณคดีขุนช้างขุนแผนอย่างแน่นอน ทว่าก็มีหลากหลายฉากสำคัญๆ ให้เลือกพินิจ อาทิเช่น ตอนขุนแผนพานางวันทองหนี ตอนขุนช้างฟ้องว่าขุนแผนเป็นกบฎ หรือตอนกำเนิดพลายงาม เป็นต้น
งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ จะจัดขึ้นปีละสองครั้ง คือในวันขึ้น 5-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12 นับว่าเป็นงานใหญ่ระดับบิ๊กของจังหวัดสุพรรณบุรีเลยก็ว่าได้ โดยจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งภาคการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ มาร่วมงานบุญกันเป็นประจำ
ยิ่งช่วงสิ้นปีหรือขึ้นปีใหม่นี้นิตยสารเซียนอยากเรียนเชิญท่านผู้อ่านที่อยากเดินทางไปทำบุญตามสถานที่ต่างๆ สามารถแวะเวียนเข้ามาในจังหวัดสุพรรณบุรีกันได้ และที่วัดป่าเลไลยก์นี้เองถือว่าเป็นแหล่งบุญกุศลอันแรงกล้า หากใครได้มาสักการะหลวงพ่อโตประทับนั่งสักครั้งในชีวิตก็จะยิ่งเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตของท่าน
ไม่เท่านั้นนะครับบริเวณรอบๆ ยังมีจุดจำหน่ายของที่ระลึกเกี่ยวกับวรรณคดีระดับตำนานอย่างขุนช้างขุนแผนวางจำหน่ายอีกด้วย ใครอยากสัมผัสกับความงดงามวิจิตรตระการตา และอยากสมปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหวังในปีใหม่นี้ อย่าลืมมาขอพรกับหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ในวิหารได้ตามอัธยาศัย รับรองว่าจะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตตลอดทั้งปีครับ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจากนิตยสารเซียน
โดย เสือหมอบแมวเซา

